วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

แชทนานระวัง “บีบีวิชั่นซินโดรม”



เตือนสาวก”แบล็กเบอรี่ (Blackberry)“แช็ตถี่เป็นเวลานาน ระวังอาการนิ้วล็อค-ข้อมืออักเสบ หมอเผยปัจจุบันมีผู้มารักษามาก ระบุสาเหตุหนึ่งมาจากอาการติดบีบี จักษุแพทย์เผยเกิดโรค “บีบีวิชั่นซินโดรม”แล้ว วัยรุ่นรับเกิดอาการจริงหากใช้ต่อเนื่อง
บีบี (แบล็กเบอร์รี่) มือถือสุดฮิต ซึ่งขณะนี้เป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มคนวัยทำงาน โดยส่วนใหญ่นิยมใช้สื่อสารด้วยโปรแกรมแช็ตที่สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา และใช้ได้บ่อยครั้งตามที่ต้องการ วัยรุ่นและกลุ่มคนวัยทำงานจำนวนไม่น้อย ยอมรับว่าติดบีบีเป็นอย่างมาก บางคนต้องสนทนาผ่านตัวอักษรในบีบีทุก 5 นาที โดยการสนทนาในแต่ละครั้งสาวกบีบีต้องอาศัยการอ่านตัวหนังสือที่หน้าจอโทรศัพท์ซึ่งมีขนาดเล็ก และยังต้องอาศัยนิ้วกดแป้นตัวอักษรเพื่อสนทนาตอบโต้ ผลจากพฤติกรรมดังกล่าว เริ่มส่งผลกระทบต่อผู้ติดบีบีแล้ว
นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เปิดเผย “มติชน” เมื่อวันที่ 12 กันยายน ว่า ปัจจุบันมีคนไข้ที่เข้ามารับการรักษาข้อมือ รวมทั้งรักษาอาการนิ้วล็อคเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาการดังกล่าวเกิดจากการใช้งานของนิ้วและข้อมือมาก สาเหตุความเสี่ยงของโรคอาจมาจากการพิมพ์งานนาน การทำกับข้าวหั่นหมู หั่นผัก และที่น่าเป็นห่วงมากๆ ในตอนนี้คือ การพิมพ์ข้อความทางโทรศัพท์ ขณะนี้มีคนไข้เข้ามารับการรักษาข้อมือ และนิ้วล็อควันละหลายสิบราย โดยเฉพาะผู้หญิงทั้งวัยรุ่นและวัยทำงาน
สาเหตุมีหลายอย่าง แต่ที่น่าห่วงคือ การใช้บีบีเพราะลักษณะการใช้งานของบีบี แป้นพิมพ์จะแคบและมีขนาดเล็กมากๆ ลักษณะการวางมือของผู้ใช้มีความลำบาก เมื่อผู้ใช้พิมพ์บ่อยๆ วันละหลายๆ สิบครั้ง อาจมีผลกระทบตามมาได้ เช่น มีอาการเอ็นข้อมืออักเสบ เวลากระดกนิ้วหัวแม่มือจะเกิดอาการเจ็บ ยิ่งใช้นานก็ยิ่งมีอาการเพิ่มขึ้น อย่างอาการเกร็งที่นิ้วตรงข้อต่อ ส่งผลให้บริเวณปลายนิ้วมีกระดูกปูดขึ้นมา เพราะมีหินปูนไปจับทำให้รู้สึกเจ็บ ส่วนบริเวณข้อมือ ตรงฝ่ามือจะมีพังผืด ถ้าใช้งานมากจะหนาตัวขึ้นและไปกดทับเส้นประสาททำให้มือชา นิ้วชา ทำให้เกิดอาการนิ้วล็อค บริเวณโคนนิ้วมือจะเจ็บ เวลากำหรือเหยียดจะลำบากในระยะแรก เมื่อปล่อยทิ้งไว้นานจะทำให้งอและเหยียดไม่ออก
นพ.ธีรวัฒน์กล่าวอีกว่า อาการที่เกิดขึ้นกับมือและข้อมือที่กล่าวมาข้างต้นนั้น หากยังใช้งานมากเกินไป ในทุกๆ วันจะเจ็บปวดมากจนถึงขั้นต้องรักษาด้วยการฉีดยา หรือถึงขั้นผ่าตัดในที่สุด ดังนั้น ควรลดการใช้งานของบีบีหากมีอาการเจ็บที่ปลายนิ้วมือตรงข้อต่อแสดงว่าใช้งานมากไป ควรลดลงหรือปรับท่าใช้งาน และป้องกันเบื้องต้นด้วยการยืดเหยียดมืออยู่เสมอ ยืดนิ้วมือ หรือข้อมือ และประสานมือเหยียดออกไป หากมีเวลาให้นำมือแช่น้ำอุ่นเพื่อผ่อนคลายบ้างก็เป็นการบรรเทาอาการดังกล่าว
ส่วนผลกระทบต่อสุขภาพจากการเล่นบีบีในด้านอื่นนั้น นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า กล่าวถึงอาการติดบีบีที่ส่งผลกระทบต่อสายตาว่า ขณะนี้มีโรค “บีบีวิชั่นซินโดรม” คือ การใช้สายตาเพ่งในสิ่งนั้นๆ นานเกิน 25 นาที จะทำให้ตาเกิดอาการล้า ปวดตา เมื่อยตา เนื่องจากแช็ตตลอดเวลา เพ่งไปที่ตัวหนังสือนานเกินไป ตาจะเริ่มแห้ง โดยเฉพาะแก้วตาดำจะแห้งจนมีอาการแสบ เคือง น้ำตาไหล และปวด อาการเหมือนโรคคอมพิวเตอร์ซินโดรม แต่ยังไม่มีรายงานทางแพทย์ว่าเกิดอันตรายจนถึงขั้นรุนแรง เพียงแค่จะแสบตา ปวดตา เมื่อนอนพักก็หายและควรเว้นระยะห่างหน้าจอกับสายตาในระยะที่มองได้ชัดที่สุด และไม่ควรแช็ตในที่มืดด้วย

ที่มา  http://www.socialtrendy.com/
ภัยจากการคุยโทรศัพท์นานๆ


การใช้โทรศัพท์เป็นเวลานานก็จะยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอก ที่แฝงตัวอยู่ภายในศรีษะ โดยเฉพาะจุดเดียวกันกับที่วางโทรศัพท์แนบหู และอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ อาทิ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ เป็นต้น
“ผู้ ที่ติดโทรศัพท์มือถืออย่างหนักก็จะยิ่งได้รับผลกระทบมาก และยิ่งมีโอกาสที่จะได้รับความเสี่ยงที่จะเกิดเนื้องอกระดับอันตรายโดยเฉพาะ ส่วนที่โทรศัพท์ติดกับศรีษะมากถึง 240% ทีเดียว” Kjell Mild หนึ่งในผู้ที่ทำการวิจัย กล่าว
 “วิธีที่จะทำให้ความเสี่ยงลดลงก็คือการใช้แฮนด์ฟรีแทนการยกโทรศัพท์คุยแบบ ปกติ”
ไม่ว่าจะมีวิธีแก้หรือลดความเสี่ยงอย่างไร การรู้จัก “ความพอดี” ในการใช้โทรศัพท์มือถือน่าจะเป็นหลักสำคัญในงานวิจัยชิ้นนี้ได้ดีนัก เพราะไม่เพียงแต่ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพแล้วยังไม่ต้องจ่ายค่าบริการ ที่มากตามไปด้วย คงจะไม่คุ้มนักที่จะต้องเสียเงินจ่ายทั้งค่าบริการโทรศัพท์และค่ารักษา สุขภาพควบคู่กัน เพียงแค่ต้องการคุยโทรศัพท์นานๆ



ที่มา   http://health.deedeejang.com/news/carefull-use-phone.html
ประเทศบรูไน

 
บรูไน  ไข่มุกแห่งทะเลจีนใต้
บูรไนเป็นอีกประเทศที่น่าท่องเที่ยวในเอเซียใต้ บรูไนประเทศที่ร่ำรวยอีกประเทศหนึ่ง เนื่องจากเป็นประเทศที่มีน้ำมันเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เศรษฐกิจของประเทศเจริญก้าวหน้ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน


ที่มา  http://travel.thaiza.com

ประวัติสถานเอกอัครราชทูต

      หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับราชอาณาจักรลาว เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2493 โดยกระทรวงการต่างประเทศได้มอบหมายให้อุปทูตไทย ณ ไซง่อน ทาบทามผู้แทนลาวประจำไซง่อน ขอตั้งสถานกงสุล ณ เมืองเวียงจันทน์ ต่อมานายโง่น ชนะนิกร ผู้แทนลาว ได้มีหนังสือลงวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2494 ตอบเห็นชอบและยินดีที่ไทยจะส่งผู้แทนไปประจำเวียงจันทน์ พร้อมแนะนำให้ไทยส่งเจ้าหน้าที่ไปเมืองเวียงจันทน์เพื่อหาบ้านเช่าและซื้อที่ดินเป็นที่ทำการต่อไป
      ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2494 นายวิกรม นินนาท ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นรองกงสุลรักษาราชการสถานกงสุล ได้ออกเดินทางพร้อมด้วยนายสงวน รุจิเทศ ไปรับหน้าที่ ณ เวียงจันทน์โดยทางรถไฟ
      ในเบื้องต้น นายวิกรมฯ ได้เช่าบ้านเป็นที่ทำการสถานกงสุลและจ้างลูกจ้างท้องถิ่น จำนวน 2 คน ได้แก่ เสมียน 1 คน ทำหน้าที่รับงานติดต่อ และขับรถ-เรือ และคนสวน 1 คน ทำหน้าที่ทำสวน ภารโรง และยาม
      ปี พ.ศ. 2496 และ พ.ศ. 2498 สถานกงสุลฯ ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นสถานอัครราชทูต และสถานเอกอัครราชทูต ตามลำดับ โดยมีพลจัตวา สมัย แววประเสริฐ เป็นอัครราชทูต และเอกอัครราชทูตคนแรก


      เมื่อแรกเปิดทำการสถานกงสุลฯ นายวิกรม นินนาท รองกงสุล รักษาราชสถานกงสุลต้องเช่าบ้านเอกชนเป็นสถานที่ทำการตลอดมา แม้กระทรวงการต่างประเทศประสงค์จะซื้อที่ดินและก่อสร้างอาคารที่ทำการ และที่พักข้าราชการ แต่ก็หาทำเลที่เหมาะสมไม่ได้   นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 เป็นต้นมา พลจัตวา สมัย แววประเสริฐ เอกอัครราชทูตได้พยายามเจรจา ขอซื้อที่ดินหลายแห่งแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับการเวนคืนที่ดินราษฎรลาว ในที่สุด ในวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2499 พลจัตวา สมัย แววประเสริฐ เอกอัครราชทูต ได้ตกลงซื้อที่ดินของนายบง สุวรรณวงศ์ ซึ่งมีพื้นที่ 6,059 ตารางเมตร (ประมาณ 3 ¾ ไร่) ตั้งอยู่ที่ถนน De Latter de Tassigny (ต่อมา เปลี่ยนชื่อเป็นถนนโพนเค็ง และถนนไกสอน พมวิหาน ตามลำดับ) บ้านนาไร่เดียว ตาแสง (ตำบล) วัดจัน แขวงเวียงจันทน์ ในราคา 714,286 กีบ หรือคิดเป็นเงินไทยอัตราแรกเปลี่ยนขณะนั้นประมาณ 200,000 บาท หรือคิดเป็นราคาตารางวาละ 133 บาท และได้ขึ้นทะเบียนราชพัสดุ หมายเลขทะเบียนที่ 15772
   ในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2499 สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท ดำรงค์ ก่อสร้าง ซึ่งเป็นผู้รับเหมาไทย ตั้งสำนักงานอยู่ที่ถนนทรงวาด จังหวัดพระนคร ให้ก่อสร้างอาคารที่พัก 2 หลัง โดยอาคารหลังหนึ่ง เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น ทรงไทย รูปทรงคล้ายศาลากลางจังหวัด ราคา ค่าก่อสร้างเป็นเงิน 1,736,500 บาท ใช้เป็นทำเนียบของเอกอัครราชทูต และอาคารคอนกรีตสองชั้น ด้านหลังอาคารหลังแรก อีก 1 หลัง เพื่อใช้เป็นที่ทำการของสถานเอกอัครราชทูต ราคาก่อสร้างเป็นเงิน 404,000 บาท โดยอุปกรณ์และวัสดุก่อสร้างส่วนใหญ่ นำมาจากฝั่งไทย การก่อสร้างอาคารทั้งสองหลังได้แล้วเสร็จ และส่งมอบให้สถานเอกอัครราชทูตฯ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2500  ในปีเดียวกันนั้น กระทรวงฯ ได้อนุมัติให้สถานเอกอัครราชทูตฯ ก่อสร้างอาคารคอนกรีต 2 ชั้น หนึ่งหลัง เพื่อใช้เป็นเรือนรับรองของสถานเอกอัครราชทูตฯ ราคาค่าก่อสร้างเป็นเงิน 469,900 บาท และอาคารที่พักขนาดย่อมสำหรับลูกจ้างท้องถิ่นอีก 1 หลัง (ต่อมาอาคารหลังนี้ได้ถูกรื้อถอนเนื่องจากมีสถาพทรุดโทรมมาก ไม่สามารถใช้การได้) โดยกรมโยธาธิการได้รับมอบหมายให้ประกวดราคาและควบคุมการก่อสร้าง)
      ในปี พ.ศ. 2540 รัฐบาลไทย โดยนายสมพันธ์ โกกิลานนท์ เอกอัครราชทูต ได้จัดซื้อที่ดิน โฉนดเลขที่ 003 รหัส 001 003 0012 ตั้งอยู่ที่ ถนนโพนเค็ง (ปัจจุบัน ถนนไกสอน พมวิหาน) บ้านโพนไซ เมืองไซเสดถา กำแพงนครเวียงจันทน์ (ปัจจุบันคือนครหลวงเวียงจันทน์) บริเวณตรงข้ามกับดินแปลงแรก โดยมีถนนไกสอน พมวิหานกั้นกลาง เนื้อที่ 2,356 ตารางเมตร (589 ตารางวา) จากนางจันสะมุด หลวงโคดร ในราคา 13,003,200.00 บาท (504,000.00 ดอลลาร์สหรัฐ) หรือตารางวาละ 20,076 บาท เพื่อก่อสร้างเป็นทำเนียบเอกอัครราชทูต/ที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตฯ หลังใหม่ และได้ขึ้นทะเบียนคุมที่ดินในต่างประเทศ จำแนกตามประเภท แปลงหมายเลขทะเบียนที่ 81

      ในระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2508 ได้เกิดเหตุการปฏิวัติในเวียงจันทน์ โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2508 ลูกปืนครกขนาด 81 มม. กว่า 15 ลูก ได้ตกลงถูกอาคารภายใน สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก และยังเกิดเหตุการณ์อันสลดใจ ที่สะเก็ดระเบิดถูก นายโชติ พรโสภณ เลขานุการโท (ชั้น 2) ซึ่งกำลังปฏิบัติงานอยู่ในห้องตรวจลงตราถึงแก่มรณกรรมภายในที่ทำการ ในปี พ.ศ. 2508 สถานเอกอัครราชทูตฯ จึงจำเป็นต้องซ่อมแซมอาคารทั้งสามหลัง โดยฉาบปูน ปิดรอยกระสุนต่างๆ ทาสีอาคารใหม่ เปลี่ยนหลังคากระเบื้องที่เสียหายจากระเบิด เป็นต้น
      ในปีงบประมาณ 2543 กระทรวงการต่างประเทศได้อนุมัติให้สถานเอกอัครราชทูตซ่อมแซมอาคารสถานเอกอัครราชทูตฯ ทั้งสามหลัง ซึ่งอยู่ในสภาพทรุดโทรม และสร้างโรงรถและเรือนพักขนาดย่อม ชั้นล่างเป็นคอนกรีต ชั้นบนเป็นไม้ เป็นที่พักของลูกจ้างของสถานเอกอัครราชทูตฯ ในวงเงินรวม 7,127,930 บาท โดยบริษัทสากล วิลเลจ (บริษัทของคนไทย จดทะเบียนในประเทศลาว) ได้รับคัดเลือกให้ดำเนินการ และได้ส่งมอบการซ่อมแซม และการก่อสร้างดังกล่าวให้แก่สถานเอกอัครราชทูตฯ เมื่อเดือนมีนาคม 2544
ห้องจัดเลี้ยงของทำเนียบเอกอัครราชทูต
     
 ในเดือนกันยายน 2550 บริษัทโจและทินกรได้รับเลือกให้ตกแต่งภายในทำเนียบเอกอัครราชทูตใหม่ ซึ่งดำเนินการแล้วสำเร็จเมื่อกลางปี 2551

ที่มา:  http://vientiane.thaiembassy.org/vientiane/th/embassy/embassy_history/



ภูมิหลังสหประชาชาติ หรือ UN
สหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น (United Nations - UN) เป็นองค์การระหว่างประเทศที่ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2488 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นองค์การระหว่างประเทศที่กำเนิดขึ้นเป็นองค์การที่สองในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ต่อจากสันนิบาตชาติ ปัจจุบันสหประชาชาติมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 192 ประเทศ (เกือบทุกประเทศในโลก) จุดประสงค์คือการนำทุกชาติทั่วโลกมาทำงานร่วมกันเพื่อสันติภาพและการพัฒนาโดยอยู่บนหลักพื้นฐานของความยุติธรรม ศักดิ์ศรีของมนุษย์ และความกินดีอยู่ดีของทุกคน นอกจากนี้ยังให้โอกาสประเทศต่าง ๆ สร้างดุลแห่งการพึ่งพาอาศัยกันและรักษาผลประโยชน์ชาติในกรณีที่เกิดปัญหาระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม มนุษยธรรม ให้ความสำคัญต่อสิทธิมนุษยชน และเป็นศูนย์กลางในการร่วมมือกันเพื่อเป้าหมายต่าง ๆ

สำนักงานใหญ่

 

 อาคารสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ก่อสร้างขึ้นบนที่ดินใกล้แม่น้ำอีสต์ในนครนิวยอร์ก เมื่อพ.ศ. 2492-2493 บริจาคโดยจอห์น ดี. รอกกีเฟลเลอร์ จูเนียร์ ด้วยมูลค่า 8.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และออกแบบโดยออสการ์ นีไมเออร์ สถาปนิกชาวบราซิล สำนักงานใหญ่สหประชาชาติเปิดทำการเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2494 นอกจากนี้ยังมีสำนักงานตัวแทนที่สำคัญตั้งอยู่ในนครเจนีวา นครเฮก กรุงเวียนนา กรุงโคเปนเฮเกน
ที่มา  http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php
อาเซียน

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจุดเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2504 โดยประเทศไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ได้ร่วมกันจัดตั้งสมาคมอาสา หรือ Association of South East Asia ขึ้นเพื่อการร่วมมือกันทาง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม แต่ดำเนินการได้เพียง 2 ปี ก็ต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากความผกผันทางการเมืองระหว่าง ประเทศอินโดนีเซียและประเทศมาเลเซีย จนกระทั่งต่อมามีการฟื้นฟูสัมพันธภาพระหว่างประเทศขึ้น จึงได้มีการแสวงหาลู่ทางจัดตั้งองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจขึ้นในภูมิภาค "สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" และพันเอก (พิเศษ) ดร. ถนัด คอมันตร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร โดยมีการลงนาม "ปฏิญญากรุงเทพ" ที่พระราชวังสราญรมย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 จาก ปฏิญญาอาเซียน ซึ่งลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศสมาชิกก่อตั้ง 10ประเทศ ได้แก่ ทุกประที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกเว้น ติมอร์-เลสเต้  ความประสงค์ของการจัดตั้งกลุ่มอาเซียนขึ้นมาเกิดจากความต้องการสภาพแวดล้อมภายนอกที่มั่นคง (เพื่อที่ผู้ปกครองของประเทศสมาชิกจะสามารถมุ่งความสนใจไปที่การสร้างประเทศ) ความกลัวต่อการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ความศรัทธาหรือความเชื่อถือต่อมหาอำนาจภายนอกเสื่อมถอยลงในช่วงพุทธทศวรรษ 2500 รวมไปถึงความต้องการในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การจัดตั้งกลุ่มอาเซียนมีวัตถุประสงค์ต่างกับการจัดตั้งสหภาพยุโรป เนื่องจากกลุ่มอาเซียนถูกสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนความเป็นชาตินิยม
                                                                     ตึกสำนักงานเลขานุการอาเซียน ที่ประเทศอินโดนีเซีย
ที่มา: http://th.wikipedia.org/
สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในประเทศสิงคโปร์


กัมปง กีลาม (Kampong Glam)

เป็นมัสยิดขนาดใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ที่สามารถรองรับชาวมุสลิมได้ถึง 5,000 คนในงานชุมนุมสวดมนต์ มัสยิดแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1928 มีจุดเด่นคือโดมสีทองขนาดใหญ่ และเป็นสถาบันทางศาสนาที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของสิงคโปร์     


สวนสัตว์ไนท์ซาฟารี
         
เมื่อพระอาทิตย์ตก อีกโลกหนึ่งก็เริ่มต้นขึ้น ที่สวนสัตว์ไนท์ซาฟารีของเรา คุณสามารถจ้องดูตาแรดได้ หรือจะฟังเสียงหอนของฝูงหมาไฮยีน่าลาย หรือจะดูยีราฟค่อยๆเดินผ่านทุ่งราบในค่ำคืนอันเงียบสงบ  สวนสัตว์กลางคืนชั้นยอดของเรามีสัตว์กว่า 900 ตัวจาก 135 สายพันธ์แปลกใหม่ ในแปดเขตที่เราสร้างขึ้นเพื่อจำลองเขตทางภูมิศาสตร์ต่างๆอย่างเช่น ป่าฝนเอเชียอาคเนย์ ป่าซาวานน่าในแอฟริกา หุบเขาแม่น้ำเนปาล ทุ่งหญ้าอเมริกาใต้ และป่าดงดิบในพม่า
คุณจะเดินชมป่าด้วยตัวเองไปตามทางเดิน หรือจะนั่งแบบสบายๆบนรถรางก็ได้ - ไม่ว่าคุณจะเลือกเดินทางใด สวนสัตว์ไนท์ซาฟารีก็เป็นการผจญภัยในป่าที่คุณไม่ควรพลาด
ที่มา    http://www.linethaitravel.com/index.php
องค์กรการค้าโลก (World Trade Organization:WTO)
องค์การการค้าโลก ( World Trade Organization, WTO) เป็นองค์การนานาชาติสังกัดองค์การสหประชาชาติ (UN) ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงทางด้านการค้าระหว่างชาติ เป็นเวทีสำหรับการเจรจาต่อรอง ตกลงและขจัดข้อขัดแย้งในเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ทางการค้าและการบริการระหว่างประเทศสมาชิก องค์การการค้าโลกจัดตั้งขึ้นแทนความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าและภาษีศุลกากร เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2538 สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปัจจุบันมีสมาชิก 153 ประเทศ[1] ประเทศล่าสุดที่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกคือหมู่เกาะ Cape Verde ซึ่งได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2008 มีงบประมาณปี พ.ศ. 2549 175 ล้านฟรังก์สวิส (5,170 ล้านบาท) มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในสำนักเลขาธิการ 635 คน เลขาธิการคนปัจจุบันชื่อนายปาสกัล ลามี สืบต่อจากนายศุภชัย พานิชภักดิ์ ที่ดำรงตำแหน่งต่อจาก นายไมค์ มัวร์ อีกที องค์การการค้าโลก จะทำหน้าที่ดูแลข้อตกลงย่อย 3 ข้อตกลง คือ ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าและภาษีศุลกากร (General Agreement on Tariff and Trade; GATT) ที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้, ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการ (General Agreement on Trade in Services; GATS) และ ความตกลงว่าด้วยการค้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา (The agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights; TRIPS)
ที่มา   http://www.wtothailand.or.th/
ภัยจากรองเท้าส้นสูง

     สิ่งแรก คือ เกิดอาการปวดเท้า เจ็บเท้า เนื่องจากเท้าต้องเขย่งตลอดเวลา และถ้ารูปของรองเท้าส้นสูงเป็นแบบหน้าแคบ หัวแหลม จะทำให้บีบหน้าเท้า ยิ่งเพิ่มความเจ็บปวดแก่ผู้สวมใส่ยิ่งขึ้น และอาจเกิดเท้าผิดรูปตามมา เช่น นิ้วหัวแม่เท้าเก นิ้วเท้างอ เป็นต้น นอกจากนี้ การใส่รองเท้าส้นสูงจะทำให้น้ำหนักลงบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้ามากกว่าส้นเท้า ทำให้เกิดอาการเจ็บบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้า อาจมีหนังด้านแข็ง หรือการอับเสบของเอ็นที่เท้าตามมาด้วย บางคนใส่รองเท้าส้นสูงเดินทั้งวัน จนเกิดอาการปวดน่องในเวลากลางคืน และบางคนถึงกับเป็นตะคริวเพราะการยืนเขย่งบนรองเท้าส้นสูงนานๆ ทำให้กล้ามเนื้อน่องต้องทำงานหนักขึ้น จนน่องเกร็งเป็นลูกก็มี
    ฉะนั้น การใส่รองเท้าส้นสูง นอกจากมีผลกระทบต่อเท้าและน่องแล้ว อาจทำให้ปวดเข่า เข่าเสื่อมก่อนวัย เนื่องจากการเดินบนรองเท้าส้นสูงจะมีแรงกระแทกมาที่ข้อเข่ามากกว่าการใส่รองเท้าส้นเตี้ย ซึ่งถ้าใส่รองเท้าส้นสูงแล้วเดินจ้ำเร็วๆ หรือลงบันไดด้วยแล้ว แรงกระแทกก็ยิ่งมากขึ้นตามน้ำหนักตัวและความเร็วในการเดิน และหากใส่รองเท้าที่สูงมากๆ เวลายืนมักจะตามมาด้วย หลังจะแอ่นมากขึ้น และเกิดอาการปวดหลังตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

     ข้อแนะนำดีๆ ในการใช้รองเท้าส้นสูง

      แน่นอนว่าสิ่งที่ดีที่สุด คือ หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูง แต่อาจเป็นวิธีที่ทำไม่ได้ในผู้หญิงบางคน เนื่องจากหน้าที่การงานบังคับให้ต้องใส่รองเท้ามีส้น หรือถ้าไม่ใส่รองเท้าส้นสูงก็อาจทำให้ขาดความมั่นใจ เรามี 8 วิธีดีๆ มาแนะนำดังนี้ค่ะ

     1.ใส่รองเท้าส้นสูงเฉพาะเวลาจำเป็น โดยเฉพาะรองเท้าสูงมากๆ อาจมีรองเท้าส้นเตี้ยสำหรับเปลี่ยนในรถหรือที่ทำงาน
     2.เลือกรองเท้าอย่าให้ส้นสูงเกินไป เช่น 1 1/2 - 2 1/2 ก็พอ
     3.เลือกรองเท้าที่มีความกว้างของหน้ารองเท้าพอๆ กับหน้าเท้าของเรา พยายามเลี่ยงรองเท้าหัวแคบ หัวแหลม
     4.ถ้าต้องการเพิ่มความสูงให้กับตนเองมากๆ ควรเลือกรองเท้าส้นตึกที่มีส้นทั้งทางด้านหน้าและด้านหลัง เพราะความสูงจริงๆ จะไม่มาก ไม่ต้องเขย่งเท้ามาก แต่ถ้าเลือกรองเท้าส้นตึกสูงๆ แนะนำรองเท้าที่มีสายรัดทางด้านหลังหรือรองเท้ารัดส้น เปลือยส้นเพราะช่วยให้รองเท้ากระชับกับเท้า จะได้ไม่ต้องเกร็งเท้ามากขณะก้าวเดิน
     5.เลือกรองเท้าส้นหนาดีกว่าส้นเข็ม เพื่อป้องกันเท้าพลิก
     6.ส้นรองเท้าที่ทำจากยางดีกว่าไม้แข็งๆ เพราะช่วยดูดซับแรงกระแทกได้
     7.หลังจากใส่รองเท้านานๆ ถ้ามีอาการปวดเท้า ควรแช่น้ำอุ่นเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อเท้า
     8.ถ้าน่องตึง ควรบริหารน่องโดยการใช้มือ 2 ข้างยันกำแพง ย่อเข่าข้างหนึ่งชิดกำแพง ส่วนขาอีกข้างยืดให้ตึงค้างไว้พอทนได้ ทำสลับข้างท่าละ 10 ครั้ง เพื่อยืดกล้ามเนื้อจะช่วยให้ไม่ปวดน่อง
     ปัญหาสุขภาพเท้าป้องกันได้ แน่นอนที่สุด รองเท้าที่ดีที่สุดของแต่ละคน แต่ละสถานการณ์ ย่อมไม่เหมือนกัน ถ้าต้องไปงานราตรี เดินบนพรมไม่กี่ก้าว การเลือกสวมรองเท้าส้นสูง ส้นเข็ม ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าต้องเดินถนน วิ่งไล่รถเมล์ รองเท้าส้นเตี้ยหน่อยน่าจะดีกว่า
 ที่มา    http://women.thaiza.com/


ข้อคิดเล็กๆสำหรับคำว่า  เพื่อน
เวลาหรือความรู้สึกสังคม..หรือความสัมพันธ์... อะไรที่เปลี่ยนแปลง
คุณหรือเขา..หรือใคร.. คุณถามตัวเองหรือเปล่า หรือรอให้ใครถาม
รู้สึกอย่างไรที่เขาเปลี่ยนไป แล้วเคยถามเขาไหม เขารู้สึกอย่างไรที่คุณเปลี่ยนไป
ระหว่างคุณ..กับเพื่อน
วันนี้เพื่อนคนนั้นของคุณอยู่ที่ไหน ยังอยู่ใกล้ๆ คุณอยู่หรือเปล่า
คุณยังโทรหามันอยู่ไหม มันยังบ้าๆ บอๆ อยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า
หรือว่าคุณเองที่มีความบ้าในเลือดน้อยลง คุณไม่เจอมันนานแค่ไหนแล้ว
ไม่ได้มองตาคุยกันนานแค่ไหน
นานแค่ไหนที่คุณไม่ได้สัมผัสเพื่อนของคุณอย่างเดิม หรือคุณเองก็ลืมความรู้สึกเหล่านั้นไปแล้ว ที่คุณไม่กล้าวิ่งไล่เตะมัน
อย่าอ้างว่าคุณอายุมากขึ้น ที่คุณไม่กล้าแย่งของกินจากมือมัน
อย่าอ้างว่าคุณมีมรรยาท คุณกลับไปเยี่ยมบ้านต่างจังหวัดโดยไม่ชวนมัน
อย่าอ้างว่าถึงชวนมันก็คงไม่ว่าง
หากเกิดคำถามเหล่านี้ขึ้นในใจ
ไม่ว่าคุณจะมีคำตอบหรือไม่ ไม่ว่าคุณจะต้องการคำตอบหรือเปล่า
ขอบเขตหรือกฎเกณฑ์ที่คุณไม่เคยมีกับเพื่อนคนนี้ มันเกิดขึ้นแล้วต่อหน้าต่อตาคุณ
แต่คุณก็ตอบกับตัวเองว่าช่างมันปล่อยให้เพื่อนคนหนึ่งกลายเป็นคนที่ไร้ตัวตนต่อไปแต่ถ้าคุณไม่เคยตั้งคำถามเหล่านี้เลย รู้ไว้ด้วย คุณเสียเพื่อนดีๆ ไปคนหนึ่ง และโลกนี้มีคนแปลกหน้าเพิ่มขึ้นมาอีกคน
คุณรู้ไหม ขณะที่คุณกำลังนั่งอยู่ตรงนี้ เพื่อนคนนั้นของคุณ อาจจะถามตัวเองอยู่ก็ได้ ...ว่าเขาทำผิดอะไร....
ที่มา    http://kulzab.exteen.com/20080615/entry




อิสระอยู่ที่ใจไปไหนไป "เลย"
"เชียงคาน เมืองโบราณ ที่ไม่ล้าสมัย"

  เมืองเชียงคาน ในปัจจุบันเป็นเมืองโบราณเก่าแก่ในสายตาของนักท่องเที่ยว เป็นชุมชนที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาได้ยาวนานกว่า 100 ปี ซึ่งเพิ่งจะมีการจัดงานฉลอง "100 ปี เชียงคาน เมืองโบราณ ริมฝั่งโขง" ไปเมื่อวันที่ 4-6 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมานี้เอง เพื่อเป็นการอนุรักษ์ความเป็นเอกลักษณ์ให้คงอยู่สืบไป
   เมืองเชียงคาน เมืองโบราณ.. บ้านไม้เก่าๆ ร้านกาแฟ มุมหนังสือเล็กๆ เท่านั้น แต่กลับมีนักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นหนุ่มสาว เดินเที่ยวกันให้เต็มไปหมด อาจจะด้วยเพราะเมืองเชียงคานนี้เงียบสงบ บรรยากาศดี ด้วยการที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์แต่ผสมผสานกับความเป็นสมัยใหม่ที่ไม่มากจนเกินไปได้อย่างลงตัวในแบบฉบับของเชียงคาน ผู้คนที่เชียงคานก็เป็นมิตร อัธยาศัยดี และการไปเที่ยวที่เชียงคานก็ไม่แพงจนเกินกำลัง ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเชียงคานแห่งนี้ ก็จะเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น หลายๆ สิ่งที่เชียงคานอาจเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม เชียงคานจะไม่เปลี่ยนแปลงไป ถ้าเราทุกคนยังคงช่วยกันรักษาความเป็นเอกลักษณ์ ดำรงวิถีชีวิตในแบบของเชียงคานสืบไป ความเป็นเชียงคานที่คงความเป็นเอกลักษณ์ได้ยาวนานกว่าร้อยปี ก็จะเป็นเช่นเดิมตลอดไป
บรรยากาศ เชียงคาน ยามค่ำคืน



สถานที่ท่องเที่ยวในเชียงคาน


แก่งคุดคู้ เป็นแก่งหินใหญ่ขวางอยู่กลางลำน้ำโขง ห่างจากตั  วอำเภอเชียงคานประมาณ 3 กม. ประกอบด้วย หินก้อนใหญ่ ๆ เป็นจำนวนมากจากการที่หินเหล่านี้อยู่ใต้น้ำเป็นเวลานาน ทำให้หินเหล่านี้มีสีสัน ไปต่าง ๆ ตัวแก่ง กว้างใหญ่เกือบจรดสองฝั่งแม่น้ำโขง มีกระแสน้ำไหลผ่านไปเพียงช่องแคบ ๆ ใกล้ฝั่งไทยเท่านั้นเอง ซึ่งกระแสน้ำเชี่ยวกราก เวลาที่เหมาะจะชมแก่งคุดคู้ที่สุดคือ เดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเวลาที่น้ำแห้ง มองเห็นเกาะแก่งชัดเจน บริเวณแก่ง มีร้านอาหารจำหน่าย มากมาย
ภูทอก ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองเชียงคาน เป็นเพียงภูเขาลูกเล็กๆ แต่ภูทอกแห่งนี้ก็มีเสน่ห์ที่เป็น
จุดชมวิว ชมความงามของแม่น้ำโขง เมืองสานะคาม และแก่งคุดคู้ได้อย่างชัดเจน และเสน่ห์ยิ่งกว่านั้น
ของภูทอก ในฤดูฝนและฤดูหนาวจะถูกปกคลุมไปด้วยผ้าห่มหมอก หากได้มองจากยอดภูทอก
จะเห็นเป็นทะเลหมอกได้แบบรอบทิศเลยทีเดียว
 ที่มา   http://www.chiangkhan.com/